สั่งจับตาความปลอดภัย’พงศ์พัฒน์’

news_img_619490_1“อธิบดีกรมราชทัณฑ์” กำชับ “ผบ.เรือนจำฯ” ดูแลความปลอดภัย “พงศ์พัฒน์” หวั่นผู้ต้องขังอื่นทำร้าย

นายวิทยา สุริยะวงค์ อธิบดีกรมราชทัณฑ์ เปิดเผยถึงการรับตัวผู้ต้องหาที่เกี่ยวข้องในคดีพล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์ อดีตผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (ผบช.ก.) กลับพวกเข้าคุมขังในเรือนจำ ว่า ตนไม่ได้สั่งการใดๆเป็นพิเศษกับนายอายุตม์ สินธพพันธ์ ผบ.เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ เพราะการดูแลผู้ต้องขังเป็นหน้าที่ปกติของเรือนจำ ดังนั้นความเหมาะสมในการจัดการดูแลตนให้ผบ.เรือนจำเป็นผู้ตัดสินใจ รวมถึงการจัดว่าจะให้ผู้ต้องหาอยู่รวมกันหรือแยกขังนายอายุตม์ กล่าวว่า ตามขั้นตอนปกติหลังรับตัวผู้ต้องขังแล้ว ผู้ต้องขังใหม่ทั้งหมดจะถูกทำประวัติ พิมพ์ลายนิ้วมือ ตรวจร่างกายโดยแพทย์ประจำเรือนจำจะ สอบถามว่ามีโรคประจำตัวหรือไม่ จากนั้นส่งตัวเข้าแดนแรกรับ (แดน1) โดยการดูแลระยะแรกจะจำกัดพื้นที่เฉพาะให้อยู่รวมกันทั้งหมดในเรือนนอนที่มี กล้องวงจรปิดเพื่อจับตาความเคลื่อนไหว และสั่งห้ามไม่ให้ผู้ต้องขังอื่นเข้าใกล้ โดยเฉพาะผู้ต้องขังคดีอาญาทั่วไป เพื่อป้องกันเหตุร้าย.เพราะขณะนี้เรือนจำไม่ทราบว่าผู้ต้องขังรายใดที่ถูกจับกุมดำเนินคดีโดยตำรวจชุดนี้บ้าง ทั้งนี้ ผู้ต้องขังจะ ถูกคุมขังในแดนแรกรับประมาณ 7 – 15 วันก่อนจำแนกไปแดนคุมขังอื่นๆที่เหมาะสม ในช่วงแรกรับจะ ไม่มีกิจกรรมใดๆให้ทำเป็นพิเศษเพราะอยู่ระหว่างฝากขังตามคำสั่งศาล สำหรับญาติสามารถเข้าเยี่ยมได้ปกติเหมือนผู้ต้องขังทั่วไปในวันจันทร์ถึงศุกร์ รอบเช้า08.30-11.00น. รอบบ่าย 13.00 – 15.00 น. อย่างไรก็ตาม ผู้ต้องขังคดีดังกล่าวถือเป็นอดีตนายตำรวจที่มีชื่อเสียงทำให้อาจต้องใส่ใจเป็นพิเศษเรื่องความปลอดภัย เพื่อไม่ให้ผู้ต้องขังอื่นที่เคยถูกตำรวจเหล่านี้จับกุมมีโอกาสเข้ามาทำร้ายได้ อย่างไรก็ตาม ผู้ต้องขังใหม่ต้องใช้เวลาปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมของเรือนจำ ขณะที่เรือนจำมีเพื่อนผู้ต้องขังอื่นและเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ช่วยดูแลความเคลื่อนไหวอีกทางหนึ่ง

ข่าว:bangkokbiznews.com

 

 

‘วรเจตน์’ ขึ้นศาลทหารสู้คดี

EyWwB5WU57MYnKOuFIvEY3iIz1homYohNTyEAwuG8fc3VvpPD8yiDJ

“วรเจตน์” ขึ้นศาลทหารสู้คดีขัดคำสั่ง คสช. จ่อร้องศาลรัฐธรรมนูญ อ้างประกาศ คสช.ขัด รธน. ชั่วคราว วันที่ 24 พ.ย. ที่ศาลทหารกรุงเทพกรมพระธรรมนูญ คณะตุลาการศาลทหารกรุงเทพได้นัดตรวจพยานหลักฐานคดีหมายเลขดำ 32 ก./2557 ที่อัยการทหารเป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง นายวรเจตน์ ภาคีรัตน์ อาจารย์คณะนิติศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ และนักวิชาการคณะนิติราษฎร เป็นจำเลย ในความผิดฐานฝ่าฝืนคำสั่งเรียกบุคคลให้มารายงานตัวตามประกาศคณะรักษาความสงบ แห่งชาติ (คสช.) ฉบับที่ 5/2557 ลงวันที่ 24 พ.ค. 2557 และฉบับที่ 57/2557 ลงวันที่ 9 มิ.ย. 2557 ซึ่งความผิดระวางโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 40,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ โดยอัยการทหารยื่นฟ้องเมื่อวันที่ 4 ส.ค.ที่ผ่านมานายวรเจตน์ กล่าวว่า ในมาตรา 47 ของรัฐธรรมนูญบัญญัติให้ประกาศ หรือคำสั่ง คสช.ชอบตามรัฐธรรมนูญฯ และเป็นที่สุด ทำให้สงสัยว่าจะสามารถโต้แย้งได้อย่างไร แต่มีประเด็นว่าในมาตรา 26 ของรัฐธรรมนูญฯ นั้น บัญญัติให้ในการพิจารณาพิพากษาคดีของศาลจะต้องพิจารณาพิพากษาด้วยความ ยุติธรรม ดังนั้น การตีความของรัฐธรรมนูญจะต้องมีเรื่องความยุติธรรมด้วย การตัดสินคดีโดยศาลชั้นเดียวไม่สอดคล้องกับความยุติธรรม

ดังนั้น ประกาศของ คสช. จึงถูกรับรองตามรัฐธรรมนูญฯ มาตรา 47 ซึ่งคาดว่าจะขัดกับมาตรา 4 และมาตรา 26 ตนจึงทำคำร้องขอให้ศาลทหารส่งคำร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยชี้ขาดข้อ กฎหมายตามรัฐธรรมนูญชั่วคราว พ.ศ. 2557 ประกอบ พ.ร.บ.ธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ. 2498 ซึ่งศาลทหารได้รับคำร้องนี้ไว้ และจะมีคำสั่งในวันที่ 26 ม.ค. 2558 พร้อมนัดตรวจพยานโจทย์นายวรเจตน์ กล่าวว่า วันนี้เป็นการนัดตรวจพยานหลักฐานและตนได้ยื่นคำร้องในประเด็น ประกาศ คสช. ฉบับที่ 37/2557 และ 38/2557 นั้น ขัดต่อรัฐธรรมนูญชั่วคราว พ.ศ. 2557 เนื่องจากประเทศไทยเป็นภาคีประเทศสมาชิกของกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิ พลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ไอซีซีพีอาร์) ซึ่งในมาตรา 4 ของรัฐธรรมนูญฯ กำหนดให้พันธะกรณีที่ไทยมีอยู่นั้นต้องผูกพันด้วยทั้งนี้ ในไอซีซีพีอาร์ ระบุไว้ว่า ศาลต้องเป็นอิสระ และในคดีอาญาทางจำเลยต้องมีโอกาสอุทธรณ์คำตัดสิน ในกรณีของตนนั้นมีปัญหาเรื่องความเป็นอิสระของศาล เพราะศาลทหารกรุงเทพเป็นองค์กรอยู่ในกระทรวงกลาโหม ซึ่งอาจไม่สอดคล้องกับไอซีซีพีอาร์ อีกทั้งคดีดังกล่าวเป็นการขึ้นศาลทหารฯ ช่วงที่ประกาศกฎอัยการศึก เมื่อศาลทหารฯ ตัดสินคดีก็จะจบทันที ตนไม่สามารถยื่นอุทธรณ์ หรือฎีกาได้

ข่าว:thairath.co.th